Tuesday, December 9, 2014

Exodus และอะไรๆ หลายๆ อย่าง

ตั้งแต่แรกเริ่มเห็น Trailer ผมเองก็อยากดูแล้วสำหรับหนังเรื่อง Exodus ที่เอาคัมภีร์ไบเบิลในส่วนที่ชื่อเดียวกับ เอามาทำเป็นหนัง (เข้าใจว่าในส่วน Old Testament)

คนอื่นๆ อาจจะดู production แต่ผมชอบตรงเนื้อเรื่อง กล่าวคือ มันรักษาเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ค่อนข้างตรงกับที่มีเขียนในคัมภีร์นั่นแหละ โอเคที่ว่า plot อาจจะมีการบิดไปเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นหนัง แต่ทั้งหมดทั้งปวง ถือว่าทำมาได้ดีมากๆ


Sunday, November 9, 2014

ความอึดอัดของคนรีวิว

ตั้งแต่เริ่มแหย่ขาลงมาในสนามของการรีวิวสินค้า โดยเฉพาะสินค้าสายไอที สิ่งหนึ่งที่อึดอัดเป็นที่สุดสำหรับคนรีวิวที่จะต้องรับมือกับคนที่เข้ามาอ่านแล้วมีความเห็น เป็นความเห็นประมาณ

"ทดลองงอหรือยังครับ"

"ทำ drop test หรือยังครับ"

"ทดลองขีดข่วนหน้าจอหรือยังครับ"

ฯลฯ

ผมยอมรับว่าที่ผ่านมาอึดอัดใจกับความเห็นเหล่านี้ แรกๆ ก็มองข้ามไปบ้าง แต่มาพักหลังๆ เริ่มสังเกตว่าหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ สำหรับความเห็นแนวนี้ และเริ่มทำให้ผมรู้สึกรำคาญจนถึงขั้นโมโห พักหลังๆ ผมเลยมีปฎิกริยาในการตอบโต้กลับไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยเขียนความเห็นยาวๆ สักที วันนี้ผมเลยขออนุญาตเขียนเอาไว้ตรงนี้ (เตือนความจำตัวเองในอนาคตด้วย เผื่ออนาคตไปทำอะไรแผลงๆ แล้วจะได้มีอะไรเตือนสติให้กลับมาดู)

Monday, September 29, 2014

อย่าเรียกผมว่า Blogger

“Do not ask who I am and do not ask me to remain the same. More than one person, doubtless like me, writes in order to have no face.” ― Michel Foucault

------------------------------------------------------

ผมมักจะถามตัวเองทุกครั้งเวลาถูกถามว่าเป็น blogger หรือไม่ เพราะผมเป็นคน "ไม่สบายใจ" ไปจนถึง "อึดอัดและหงุดหงิด" (frustrated) ทุกครั้งที่จะต้องถูก "จัดประเภท" ให้ชัดเจน (ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เช่น อยู่สายทฤษฏีไหน?) และด้วยลักษณะของสิ่งที่ปัจจุบันที่ผมทำอยู่ ผมคิดไม่ออกว่าผมเป็น Blogger หรือไม่ เพราะมันเป็นงานอดิเรกที่ผมสนุกด้วยเท่านั้น เทียบแล้วมันเหมือนกับละครอันหนึ่งที่ผมเป็นผู้กำกับเอง ถ้าผมตัดสินใจดีดนิ้วเลิก ทุกอย่างก็จบ

จนกระทั่งเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา ก็มีกระแสพยายามในการจัด blogger ให้เป็น "ระเบียบ" (ว่าง่ายๆ คือเริ่มเอา "ระเบียบ" (order) เข้ามาใช้ เพื่อที่จะสร้างสิ่งที่เรียกว่า "อำนาจในการต่อรองผลประโยชน์" ซึ่งทั้งหมดเป็นกระบวนการปกติที่สุดในสังคม เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมและผมเชื่อว่ามันถึงขั้นน่าจะเป็นพื้นฐานของมนุษย์ด้วยซ้ำ (ในเชิงที่ว่าคือลึกถึงระดับ DNA นะ ผมเองก็ไม่รู้) แม้ว่ากระบวนการหรือวิธีคิดในการรวมตัวกันเพื่อผลประโยชน์ จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการค้า (ไม่กล้าฟันธงว่าคริสตศตวรรษไหน แต่น่าจะปลายยุคกลาง) แต่นั่นก็เป็นภาพสะท้อนของมนุษย์มาแต่แรก

กระบวนการนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ในทางการเมือง การรวมกลุ่มผลประโยชน์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ ในการที่จะสร้างกระบวนการทางนโยบาย และออกมาเป็นนโยบาย (policy formulation) ซึ่งทั้งหมดต้องอาศัยกลุ่มผลประโยชน์ทั้งสิ้น

เพียงแต่ว่าในที่สุด การเริ่มต้นนิยามของคำว่า "blogger" ก็เริ่มเป็นปัญหาขึ้นมาทันที เพราะคำว่า blogger มันมาพร้อมกับอินเทอร์เน็ต มันเป็นคำร่วมสมัยของเราที่พยายามนิยามคนสร้างเนื้อหาในอินเทอร์เน็ตที่เป็นระบบ คำถามคือ ใครบ้างที่จะเป็นส่วนที่ถูกนับ ใครที่จะเป็นส่วนที่ไม่ถูกนับ และใครที่จะเป็น "ส่วนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับเป็นส่วน" บ้าง?

ถ้าหากคิดไปไกลกว่านั้น คนอย่างผมที่ทำเรื่องพวกนี้ทั้งหมดเป็นงานอดิเรก ไม่สนใจตัวเงินเลย และเอาจริงๆ ก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะให้ยืมหรือให้เขียนผลิตภัณฑ์อะไร (คือถ้าไม่มีหรือไม่ให้แล้วต้องการรีวิวมากๆ ก็ซื้อ แค่นั้น) คำถามคือ ผมมีผลประโยชน์ร่วมกับคนที่นิยามตัวเองเป็น blogger หรือไม่?

มี blogger ท่านหนึ่งบอกว่า คนที่เป็น blogger มันทำเงินได้ ใช่ครับ มันทำเงินได้ แต่มันขึ้นกับคนด้วยว่าจะเลือกหรือไม่ที่จะทำเงิน เพราะในที่สุดแล้ว blogger มันคืออะไรกันแน่? แค่เริ่มจะพยายามนิยาม ผมว่าก็คงน่ารำคาญจนต้อง #เดี๋ยวทุ่มด้วยโพเดี้ยม แล้ว

สำคัญก็คือ มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ได้อยากจะเป็น blogger แต่ถูกจัดประเภทจากคนทุกกลุ่มเป็น blogger และไม่ได้ต้องการเงินสักสลึง เพียงแต่เขาต้องการพื้นที่ ซึ่งสื่อแบบเดิม (อย่างหนังสือพิมพ์) ไม่มีทางให้เขาได้ (คุณไม่มีทางเป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์ได้ง่ายๆ) อินเทอร์เน็ต จึงเป็นหนังสือพิมพ์ขนาดใหญ่ ของคนเหล่านี้ ไม่มีเส้นตาย ไม่มีกองบรรณาธิการ ไม่มีปิดหน้า ไม่มีพาดหัวก่อนทุ่ม ไม่มีส่งโรงพิมพ์ แต่คนเหล่านี้ถ้าคุณถามดีๆ หลายคนก็ไม่อยากได้เงิน เขาอยากทำสนุกๆ เท่านั้น

พูดแบบนี้อาจจะมีคนชี้หน้าหรือหยิบผมไปนินทาโดยพูดว่า "ก็เอ็งบ้านรวย" ซึ่งผมคิดว่าเป็นคำตอบที่โคตรไม่ตรงคำถาม (irrelevant answer) เป็นคำตอบแบบ "วาทศิลป์" ที่ "เลี่ยงประเด็น" (rhetorical answer) ที่น่าสมเพชและไร้ยางอาย (shame) ถ้าปากของเราบอกว่า "มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน" ซึ่งถ้าจะตอบโต้กับคำถามที่ไร้สติเช่นนี้ผมคงไม่อยากโต้ นั่นก็เพราะมีคนจำนวนมากอีกเช่นกัน ที่ไม่เคยสนใจเรื่องของฐานะตนเอง แต่ขอให้ได้เขียน เพียงเพราะเขียนในสิ่งที่ตนเองชอบเท่านั้น

แน่นอนว่าในพื้นที่ของโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะโลกเสรีนิยมสมัยใหม่ มนุษย์ทุกคนตกอยู่ภายใต้วิธีคิดแบบ homo economicus อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่ว่าในท้ายที่สุด มันขึ้นอยู่กับว่าในความเป็นจริงขิงชีวิตจริง คุณเลือกที่จะยืนหรือมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่ออะไร

ถ้าจะรวมตัว blogger กันจริงๆ เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ สร้างอำนาจต่อรองด้านค่าตัว ราคาโฆษณา ผมเห็นด้วยและเป็นสิ่งที่ดี นั่นเพราะเป็นกระบวนการพื้นฐานทางสังคม

แต่อย่ามานับผมเป็น blogger เลยถ้าจะนับตามเกณฑ์ (criteria) แบบนี้ เพราะผมไม่มีค่าตัว ไม่เคยเขียนเพื่อเงินทอง และไม่เคยชอบที่จะให้คนอื่นมานิยามเอาตามใจว่าผมเป็น blogger เพราะตรงกับเกณฑ์ข้างต้นเท่านั้น ผมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจครับ

Monday, August 4, 2014

ทำไมถึงต้อง "ของหรู/มือถือหรู"?

หลายคนที่เห็นผมเขียนข่าวใน Blognone ระยะหลังๆ จะพบว่าผมเขียนข่าวออกไปในทิศทาง lifestyle มากขึ้น แต่ที่อาจจะชัดเจนที่สุดคือการเขียนข่าว โดยเน้นหนักไปที่มือถือราคาแพง หลายตัวแค่สี่เครื่องมีราคาเท่ารถ Camry หนึ่งคัน หรือไม่ถ้าจะซื้อก็คงต้องขายเว็บปิดกิจการไปเลย (ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น Vertu Signature Touch ที่เครื่องละ 420,000 บาท) แน่นอนว่าเลี่ยงไม่พ้นคำถามจากทุกคนว่า "ทำไม?" บางคนก็บอกว่าเป็นเพราะ lifestyle ของผมที่ติดหรูสุดขีด หรือไม่ก็เพราะเป็นความชอบส่วนตัว

คำตอบที่ผมจะตอบก็คือ มันเป็นความ "จงใจ" ตั้งแต่แรกที่จะเขียนข่าวที่ Blognone แล้ว และผม "จงใจ" แบบชนิดเต็มๆ 100% ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่เพราะ lifestyle (ผมไม่คิดว่าการซื้อมือถือหมื่นปลายเหยียบแสน เป็นสิ่งที่ "สมเหตุสมผล" เท่าใดนัก) แต่เป็นความจงใจและการวิเคราะห์ทุกอย่างล่วงหน้าหมดแล้ว

อธิบายเพิ่มเติมก็คือ ผมเห็นด้วยกับพี่มาร์ค ที่แกมักจะบอกว่าโทรศัพท์มือถือในกลุ่มเรือธง (ประมาณ 2-3 หมื่นบาท เช่น HTC One M8, Galaxy S5, Xperia Z2) มันถึงจุดอิ่มตัวแล้ว ความต่างในระดับสเปคก็ไม่หนีกันมาก คุณสมบัติและฟีเจอร์ก็จะไม่ต่างกันเท่าไหร่แล้ว เรียกในภาษาวิชาการ คือมันเสื่อมมนต์ขลัง (disenchantment) ไปเรียบร้อยแล้ว

ผมถามตัวเองตอนจับ LG G3 และ M8 หนึ่งในสองเรือธงที่ถือว่าดีที่สุดของปี 2014 ผมก็ได้แต่ทำหน้าเซ็งๆ (ภาษาฝรั่งคือ meh) เพราะในที่สุดมันไม่มีอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกฮือฮาได้อีก

สิ่งที่พี่มาร์คมอง คือกระแสของมือถือราคาถูกจะมาแรง และแรงมากในรอบปีนี้ ตัวอย่างเช่น Motorola Moto G ที่ปูทางกันมาก่อนตั้งแต่รอบปลายปีที่แล้ว จนมาถึงรอบปีนี้ที่ Zenfone 4 ของ ASUS ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีเท่าไหร่ก็ขายกันไม่พอด้วยราคาที่น่าตะลึงคือ 2,990 และทุกอย่างทำได้ไม่แพ้มือถือระดับเรือธง ซึ่งผมเห็นด้วยว่ากระแสนี้จะมาแรงมากๆ

แต่ในแง่ของการแข่งขันระหว่างสื่อ หรือแม้กระทั่งคนเขียนในเว็บด้วยกันเอง (อย่าลืมว่า Blognone เป็นเว็บที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชนเป็นหลัก ไม่ใช่ระบบจ้างคน มีทีมงานมาเขียน ผมไม่มีทางรู้ว่าใครจะเขียนอะไรก่อนแน่ๆ) เมื่อผมพิจารณาแล้ว ก็พบว่าตลาดนี้ดุเดือดเลือดพล่านมาก เพราะผมมีสูตรอันหนึ่งในการเขียนข่าวหรือรีวิวใดๆ อยู่อันหนึ่ง นั่นก็คือ (Content + Speed) x Exclusive ซึ่งปัญหาของตลาดนี้ก็คือ เนื้อหาใครๆ ก็ทำได้ แถมไม่พิเศษอีกต่างหาก (Zenfone ไม่มีเครื่องแจกสื่อลองเล่น หลายเจ้าต้องซื้อมารีวิวเอง) สิ่งเดียวที่จะแตกต่างได้เป็น "speed" หรือความเร็วเท่านั้น! (ซึ่งจริงๆ ผมก็ภูมิใจกับรีวิว Zenfone 4 นะ เพราะเราชนะในแง่ speed จากคนอื่นๆ เยอะมาก)

ในเวลาเดียวกัน ถ้ามองจากบรรดาผู้มีอันจะกินทั้งหลาย การถือ iPhone อย่างเดียว หรือพลาสติกแบบ Galaxy S5 มันก็ไม่ตอบโจทย์คนเหล่านี้อีกต่อไป จริงอยู่ ภาพช่วงหนึ่งคือเรื่องของการล้ำสมัยและเหนือกว่าคนทั่วไป แต่ในเมื่อการเข้าถึง (accessible) ของสมาร์ทโฟนใครๆ ก็มีแล้ว (แถมผ่อนได้อีก) คำถามคือ แล้วจะถือมันไปทำไม?

ผมเลยหันไปมองที่ตลาดบนระดับสูง ซึ่งมันตอบโจทย์พวกนี้หมด กล่าวคือ


  1. ผู้เล่นในสายสื่อไม่เยอะ ไม่มีใครมานั่งรายงานว่า Vertu คืออะไร TAG Heuer กำลังออกมือถืออะไร Mobiado กำลังทำอะไร ที่ผ่านมามีแต่บอกว่า เออ ออกมาแล้วนะ แล้วก็จบแค่นั้น
  2. ผู้เล่นในฝั่งผู้ผลิตอุปกรณ์มีน้อยราย เท่าที่เอามือมานั่งนับก็มี Vertu, TAG Heuer, Mobiado, Porsche Design, Savelli เป็นต้น (Lumigon ไม่อยากนับเท่าไหร่ เพราะมันไม่ได้แพงปานนั้น) นับง่าย ติดตามได้ไม่เหนื่อย
  3. ความหวือหวา + Exclusive ซึ่งถ้ามองว่าเป็นข่าว ระหว่างข่าว Sony ออกมือถือตลาดล่างรุ่นใหม่ กับ Porsche Design ออกมือถือรุ่นใหม่ อะไรจะดึงดูดความสนใจมากกว่ากัน? ผมมีรีวิวของมากชิ้นที่ทุ่มทุนเขียนมาก แต่มียอดแชร์อยู่ไม่ถึงร้อย ขณะที่รีวิว Vertu Signature Touch ยอดแชร์ผมกลับมีเฉียดสามร้อย
  4. ไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องแข่งกับคนอื่นในแง่ของ speed เพราะถ้าสมมติมีข่าว Zenfone ตัวใหม่ ผมอาจจะต้องลงภายใน 5-10 นาที ทันทีที่รู้ข่าว ขณะที่ถ้าเป็นประกาศของ Vertu ในการสร้างมือถือใหม่ ผมอาจจะเอาไปลงพรุ่งนี้เช้าก็ได้ รึไม่ก็สุดสัปดาห์เลย โอกาสเขียนข่าวลงมีน้อยแน่ๆ
กล่าวคือมันตอบโจทย์ (Content + Speed) x Exclusive ทั้งหมดที่ผมมีได้ และสภาพมันก็เป็น blue ocean มากกว่า red ocean ซึ่งมันทำให้ผมไม่เหนื่อยนัก และถ้าตลาดนี้มีคนเล่นเยอะแล้ว ผมก็กระโดดหนีไปตลาดอื่นๆ ได้อีก

ยิ่งได้อ่านรายงานข่าวคร่าวๆ ว่า ตลาดนี้มีมูลค่ามากถึง 60 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (ผมเข้าใจว่าตามรายงานฝรั่งควรเป็นตัวเลขนี้นะ) และในปีที่แล้ว (2013) โตขึ้นถึง 6% ยิ่งยืนยันว่า ผมมาถูกทางในเวลานี้ ที่ทุกคนต่างลงไปเล่นในตลาดมือถือระดับล่างกันหมด

แน่นอนว่าการเป็นผู้ริเริ่ม (pioneer) มันมีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิบลิ่ว (กว่าจะได้รีวิว Signature Touch ผมก็เหนื่อยมามาก เป็นเดือนๆ กว่าจะเอาตัวเองเข้าไปในงานได้ แถมหมดค่าชุด ค่าเสื้อผ้า และเวลาไปอีกมหาศาล) แต่เมื่อทำหนทางได้แล้ว งานทั้งหมดมันก็ไม่ลำบาก ผมตอบได้เลยว่ามันเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้อง อย่างน้อยที่สุดก็ในรอบปีนี้

แต่ทั้งนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมจะอยู่ในสนามนี้ได้นานแค่ไหน? 5 ปี? 10 ปี? เพราะถ้าจุดหนึ่งเกิดทุกคนลงมาทำกันหมด ผมก็อาจจะต้องหาของใหม่มาทำแทนก็เป็นได้ เพราะผมเชื่อว่า blue ocean มันมีตลอดนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะมองมันออกหรือเปล่าเท่านั้น

Sunday, June 15, 2014

ทำไมต้อง nrad6949?


สิ่งที่ผมถูกถามอยู่บ่อยครั้งคือ ทำไมชื่อผู้ใช้ (codename) ผมถึงใช้ชื่อว่า 'nrad6949' มาโดยตลอด และตอนที่ผมไปเรียนที่ออสเตรเลีย ก็ถูกฝรั่งมังค่าถามว่า "How the heck should it pronounce?" (ควรจะออกเสียงยังไง?)

ก่อนอื่น ผมเองก็ไม่เคยรู้ว่ามันออกเสียงยังไง (ฮา) ซึ่งมีคนเคยพยายามไปคุ้ยว่า ไอ้ที่เทียบเคียงได้ที่สุดมันคือหน่วยวัดที่เรียกว่า nanoradian ซึ่งเวลามันย่อก็คือ nrad ครับ! ซึ่งถ้าจะออกเสียงเป็น nanoradian6949 ก็ไม่ว่ากัน (ฮา) แต่ผมเองปกติออกเสียงว่า "n-r-a-d-6-9-4-9" ครับ ตรงไปตรงมาที่สุด

ส่วนถ้าถามว่าทำไมต้อง username นี้ คำตอบคือมันเป็น username แรกสุด ที่ผมได้จาก CS Loxinfo สมัยฉีกกระดาษซื้อเอาจากเซเว่นครับ แค่นั้นแหละ บังเอิญมันจำฝังหัวด้วย ก็เลยใช้มายาวนานนั่นเองครับ ไม่มีเหตุผลอะไรใดๆ ทั้งสิ้น

ถ้าถามว่าผมชอบอะไรมากที่สุดสำหรับ username อันนี้ คำตอบคือคงเป็นรหัสผ่านที่ทั้งยาวและยาก เรียกว่าถ้า hacker จะพยายามเจาะก็คงทำได้ยากมากๆ ซึ่งที่สุดก็เจาะได้โดยใช้ระยะเวลากว่า 7 ปี ในรอบนั้น ผมเลยเปลี่ยนทั้งเมล์ ทั้ง password เพิ่มอะไรเป็นการยกใหญ่ เพราะตระหนักดีว่าคงไม่มีรหัสผ่านอะไรมั่นคงและถาวรไปได้ตลอดแน่ๆ

ก็เอาเป็นว่าสั้นๆ ครับ ว่าทำไมต้อง nrad6949

Friday, June 13, 2014

Goodbye BlackBerry: ทำไมผมถึงเลิกใช้ BB

เห็นพี่มาร์คโพสต์ในทวิตเตอร์ (ตามนี้) ว่าหนึ่งในบรรณาธิการของ CrackBerry เลิกใช้ BlackBerry แล้ว ก็คิดได้ว่า ตัวเองก็เลิกใช้มันจริงจังไปได้ประมาณหกเดือนแล้ว ที่มีอยู่ทุกวันนี้ก็คือเจ้าเครื่องแดงที่เอาไว้ดูเป็นที่ระลึกเท่านั้น

เหตุผลหลักๆ ที่ผมยังทนใช้ BlackBerry เป็นเพราะมันเป็นมือถืออันเดียวที่กล้องมันถ่ายอาหารในสภาวะแสงธรรมชาติขึ้นมากๆ ทำให้ผมมองไม่เห็นเหตุผลที่จะเลิกใช้มัน แต่ปัญหาหลักของมันพักหลังๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแอพ อีกส่วนหนึ่งคือทิศทางการพัฒนาที่ไม่ชัดเจน ซึ่งผมคิดว่าปัญหาอันหลังน่าจะหนักที่สุด

เหตุผลนี้ทำให้ผมตัดสินใจพักการพัฒนา Blognone Reader for BlackBerry 10 ไปส่วนหนึ่ง แต่ยังคงใช้เจ้าเครื่อง Z10 สีแดงที่ได้มาฟรีต่อไป จนกระทั่งเมื่อหลังจากกลับจากออสเตรเลีย ผมก็แทบจะปิดการใช้งานมันไปเลย สิ่งที่มันทำตอนนี้คือคาอยู่ในกระเป๋าผม

และผมคิดว่าคงไม่พามันไปเที่ยวที่ไหนง่ายๆ อีกแล้ว

เพราะมันมีประโยชน์อย่างเดียวคือเรื่องของกล้องเท่านั้น ซึ่งพอผมได้ Lumia 630 มา ผลที่ได้คือ Lumia 630 ก็ตอบโจทย์ผมได้ดี ทำให้ผมไม่คิดจะควัก BlackBerry Z10 มาใช้ถ่ายรูปอีก

ตอนนี้ BlackBerry Z10 ที่มี เลยนอนเป็นอนุสรณ์ที่รอวันฝุ่นจับแล้วเก็บขึ้นตู้เท่านั้น ผมคงไม่ได้ใช้มันอีกต่อไปแล้ว

ก็... Life must go on ครับ... เพียงแต่คิดไม่ตกว่าจะขายมันดีรึเปล่า?

Thursday, May 22, 2014

My thought: ประเด็นเรื่องช่อง 3 ในระบบอนาล๊อค

อันนี้เขียนแบบสดๆ เท่าที่ข้อมูลจะมีอยู่ในหัว และความคิดสดๆ นะครับ ดังนั้นผิดพลาดอะไรยอมรับและให้อภัยครับ (ไม่ได้ทำ research เลย)

ผมเองไม่ได้ติดตามช่าวของช่อง 3 ในแง่ของสัมปทานหรือในอนุญาตว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พออ่านรายละเอียดแล้ว ก็พบว่าช่อง 3 กำลังจะเจอปัญหาจอมืดในพวกบรรดาช่องโทรทัศน์บอกรับสมาชิกทั้งหลาย คือ ระบบเดิมยังออกอากาศได้ตามปกตินั่นแหละจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับ อสมท. แต่มันมีพวกใบอนุญาตที่อนุญาตให้ออกอากาศตามสถานีโทรทัศน์บอกรับสมาชิกพวกนี้อยู่ ซึ่งช่อง 3 เจอปัญหาทางนี้อยู่ (ลองไปอ่านที่ข่าวสด)

ปัญหาก็คือ มีความพยายามในการประท้วงของแฟนๆ และความพยายามของช่อง 3 ในการที่จะต่อลมหายใจแบบปัจจุบันไปเรื่อยๆ โดยการอ้างกฎ 'must carry' (คือต้องมีนั่นแหละ) แล้วก็จะยื่นต่อศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราวให้ออกอากาศไปก่อน (ถ้าจำได้มันคือรูปแบบเดียวกับตอน ITV -> TITV ในเวลานั้น)

ผมคงไม่พูดถึงในรายละเอียดมาก แต่ส่วนตัวแล้วเห็นชัดเจนว่าในแง่นี้ ช่อง 3 ควรจะต้องเตรียมตัวมาก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว และเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าใบอนุญาตในส่วนนี้กำลังจะหมดอายุ ทำไมถึงไม่เตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า? อันนี้ไม่ต้องพูดถึงว่า ช่อง 3 มีทีวีดิจิตอลในการครอบครองมากถึง 3 ช่องเลย

ในแง่นี้ แสดงให้เห็นถึงความชะล่าใจของช่อง 3 เอง และคิดว่าทุกคนน่าจะออกมาปกป้องช่อง 3 ซึ่งรวมถึงพันธมิตรเหนียวแน่นอย่างไทยรัฐด้วย แต่งานนี้ช่อง 3 คาดการณ์ผิดไปพอสมควร เพราะเอาเข้าจริงไทยรัฐ (ซึ่งมีส่วนใน CTH เป็นส่วนใหญ่เสียด้วย) ลึกๆ ก็คงจะไม่อยากเห็นช่อง 3 มาแย่งพื้นที่ของตัวเอง โดยเฉพาะกับทีวีของตัวเองที่เพิ่งเริ่มปั้น และใช้ CTH เป็นช่องทางในการกระจายควบคู่กับระบบดิจิตอลของตัวเองด้วยเช่นกัน

ทางออกที่ดีที่สุดของช่อง 3 ในเวลานี้เท่าที่ผมนึกออก

  1. ยอมรับจอดำซะ อันนี้พูดจริงจัง
  2. เจรจากับผู้ประกอบการ ยิงเป็นสัญญาณดาวเทียมของตัวเอง แล้วให้เอาสัญญาณเหล่านี้ไปอยู่ในระบบของผู้ประกอบการเหล่านี้
  3. ขายกล่องของตัวเอง (คือใช้โอกาสนี้ขายกล่องไปเลย)
  4. ไปสู้กับในทีวีดิจิตอล (ตามตรงนะครับ ช่อง 3 ในทีวีดิจิตอลนี่แย่มากๆ ผมเปิดข้ามเลย เทียบ newcomer อย่างไทยรัฐไม่ได้เลยจริงๆ แม้กระทั่งกับ Voice TV ก็ตาม)

ปัญหาคือช่อง 3 จะยอมรับหรือเปล่ากับทางออกเหล่านี้? คือจะพึ่งศาลก็คงได้ แต่คุ้มหรือเปล่ากับการตอบรับของสังคม อันนี้ก็เป็นอีกเรื่อง

ป.ล. ผมสงสัยอยู่อย่าง คือ ในกรณีของทรูที่ อสมท. เป็นเจ้าสัมปทาน น่าจะคุยง่ายที่สุดแล้วนะ ทำไมถึงไม่คุยกัน?

Tuesday, February 25, 2014

ทำไมโนเกียถึงตัดสินใจทำ NokiaX?

ผมว่าข่าวใหญ่ที่สุดในรอบวัน (และในรอบสัปดาห์) ของวงการไอทีอย่างหนึ่งคือการเปิดตัว NokiaX ที่เป็นมือถือจากโนเกียที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android รุ่นที่ปรับแต่งแล้ว ที่ต้องถือเป็นข่าวใหญ่นั่นก็เพราะว่า โนเกีย เคยแสดงท่าทีออกมาชัดเจนว่าการใช้แอนดรอยด์เป็นเพียงแนวทางระยะสั้น อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าดีลไมโครซอฟท์ซื้อส่วนอุปกรณ์มือถือของโนเกีย ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ค้ำคออยู่เช่นกัน

NokiaX (ภาพจาก conversations.nokia.com)

ถามว่าทำไม NokiaX ถึงเกิดขึ้น? ผมคิดว่าภาพนี้อาจจะช่วยตอบคำถามได้บางส่วนพอสมควร

 

นั่นเพราะในตลาดระดับกลางค่อนล่างที่ผ่านมา Nokia เองไม่มีคู่ต่อกรที่ดีเลย อีกทั้งจากในงานเปิดตัว Elop ย้ำอยู่หลายรอบว่า NokiaX จะเป็นประตูเปิดทางให้กับผู้ใช้จำนวนมากได้เข้าถึงบริการของไมโครซอฟท์ ซึ่งนี่เป็นประเด็นสำคัญที่สุด ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา Windows Phone มีปัญหาในแง่ข้อจำกัดด้านสเปคพอสมควร การจะเอา Snapdragon 600 มาขายในระดับราคาที่ Snapdragon 200 กำลังครองตลาดอยู่คงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ถึงแม้ว่าในงาน MWC ปีนี้ เราได้เห็นทิศทางที่ดีขึ้นของไมโครซอฟท์ในการพยายามทำให้เข้าถึงมือถือได้หลายรุ่นมากขึ้น จากการแถลงข่าวที่ระบุว่าในรุ่น 8.1 ของ Windows Phone จะต้องการสเปคที่ต่ำลง

นอกจากนั้นแล้ว ถ้าเราฟังการแถลงข่าวดีๆ จะพบว่าแนวคิดและยุทธศาสตร์ของ NokiaX คือตัวรองจาก Lumia ที่แน่นอนว่าในอนาคต Lumia จะมีราคาถูกลงเรื่อยๆ (และเรื่องเช่นนี้ก็ไม่แปลก เราเริ่มเห็นร้านขายส่งมือถือบางเจ้าลดราคา 520 เหลือแค่ 3,710 บาทกันแล้ว) ดังนั้นพื้นที่ของ ASHA ก็จะหายไป เรียกว่ามันคืออนาคตของกลุ่มตลาด ASHA ก็อาจจะบอกได้อย่างนั้น ผสมกับ ASHA เอง ยังไม่มีบริการของไมโครซอฟท์ที่สำคัญเลย ทางลัดที่ดีที่สุดและง่ายที่สุดคือการนำเอา AOSP มาดัดแปลง เปลี่ยน UX/UI มัน แล้วส่งบริการของไมโครซอฟท์อัดไปให้เต็มที่ ซึ่งการทำแบบนี้นอกจากได้สร้างข้อได้เปรียบในเชิงความพร้อมรองรับแอพแอนดรอยด์จำนวนมากแล้ว ยังเป็นการเปิดทางไปสู่ Lumia ด้านบนด้วย เพราะในที่สุดมันจะเหมือน Kindle Fire ที่วิธีการใช้แทบจะไม่มีเค้าลางของความเป็น Android แม้แต่น้อย

แต่ผมกลับมองต่างจากพี่มาร์ค (mk) ในบทวิเคราะห์ของแก (ไปตามอ่านกันได้ที่นี่) ที่แกมองว่า NokiaX จะเข้ามาแทนที่ ASHA ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีโอกาสเป็นไปได้สูง แต่ในแง่มุมกลับเองผมมองว่า ASHA ที่เป็นกึ่ง feature phone จะถูกผลักลงไปแทนที่มือถือพวก basic phone ทั้งหลาย เพราะปัจจุบันนี้ด้วยราคาที่เกือบจะเท่าๆ กัน พวก basic phone แทบจะไม่มีที่ยืนในตลาดแล้ว ต้องลงไปเล่นในตลาด 500-700 บาท กันหมด เพราะการ 'touch' มันเป็นรูปแบบที่อาจจะเรียกได้ว่า เป็นสากลที่สุดแล้วสำหรับการใช้ smartphone ณ เวลานี้ (ขนาด Firefox OS ยังพยายามทำโดยจะกดราคาเครื่องให้ไม่เกิน 900 บาทเลย) และในที่สุด basic phone/feature phone พวกนี้ก็จะถูกแทนที่ด้วย ASHA ไป ในแง่นี้ ASHA น่าจะยังอยู่ แต่ก็จะอยู่แบบตลาดล่างสุดๆ ไปแทน อาจจะกล่าวว่ามันอาจจะเอาไว้แข่งกับ Firefox OS

อีกคำถามหนึ่งคือทำไมต้องมี X+ ผมคิดว่าปัญหาของ Android คือเรื่องการจัดการหน่วยความจำ (ปัญหาคาราคาซัง) คือเชื่อว่ามีคนไม่น้อยที่ยินดีจะซื้อ Nokia X แต่ปัญหาคือ Nokia X มีแรมแค่ 512 ซึ่งหลายคนถ้าจะซื้อ คงยอมจ่ายเพิ่มอีกนิดเพื่อให้ได้แรมที่มากขึ้น ในกรณีที่ไม่อยากได้มือถือที่ช้า X+ จะเป็นทางออกให้กับคนกลุ่มนี้ พูดง่ายๆ คือ คนที่อยากได้มือถือ แต่เน้นเรื่องมากกว่าฟังเพลง ฟังวิทยุ เข้าเน็ตธรรมดา คนกลุ่มนี้มีเยอะพอสมควร คือ เป้าหมายชัดเจนว่าอยากได้มือถือที่ตอบโจทย์ด้านมัลติมีเดีย แต่ไม่ใช่ในด้านความเร็วหรือความแรง เพราะถ้าอยากได้ดีกว่า ก็เอา XL ไปเลย

ทั้งหมดก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าที่สุดแล้วจะสำเร็จแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่า Nokia X จะไม่เกิดเลย ถ้าไมโครซอฟท์ ยอมลดความต้องพื้นฐานของระบบใน Windows Phone 8 ให้ต่ำกว่านี้ตั้งแต่แรก

ปล. ส่วนตัวว่าจะซื้อมาลง Ingress แล้วทดสอบดูว่าจะทำอะไรได้แค่ไหน เพราะเชื่อว่า xda คงมีคนจ้องจะสอยและพอร์ตสารพัดรอมมาลงแน่

Tuesday, January 21, 2014

เขียนถึงการเคลม Surface

คนที่ติดตาม Microsoft Surface มาตลอด ก็คงทราบดีว่าหนึ่งในปัญหาของ Surface ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรคือเรื่องที่ Touch Cover ปริตรงจุดเชื่อมต่อ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่ "กาว" และการใช้แบบพับไปด้านหลังบ่อยๆ ทำให้มันหลุดออกมา ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่เจอปัญหานี้ ที่ไหนได้ พอย่างเข้าปีใหม่ และนับๆ แล้วก็หกเดือนหลังจากซื้อ Touch Cover ผมก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน!

จนได้สินะ...
เฮ้อ....

แต่เอาล่ะ สาวกไมโครซอฟท์ (มีด้วยรึ?) อย่างเราๆ ต้องศรัทธาครับว่าปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ต้องแก้ไขได้ ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าหมดประกัน ผมคงเอากาวตราช้างมาทา ดันส่วนที่ปริกลับเข้าไป สิ้นเรื่อง แต่เนื่องจาก Touch cover ผมซื้อแยก (ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ภาษาบนแป้น แต่อยู่ที่สี ที่แถมมีแต่สีดำ หงุดหงิดมาก) ก็เลยจัดการเข้าเคลมประกันครับ

ปกติเวลาสินค้ามีปัญหาก็ต้องไปจัดการที่ซื้อ แต่กับ Surface แล้วเป็นหนังคนละเรื่อง สิ่งแรกที่ควรทำ (และจริงๆ ควรทำตั้งแต่ซื้อเครื่อง) คือเข้าไปลงทะเบียนใน surface.com โดยใช้ Microsoft Account (พูดง่ายๆ คือ Hotmail ของท่านที่ใช้กับ Surface) กรอกที่อยู่และรหัสประจำเครื่อง จากนั้นก็เสร็จสิ้น แล้วเข้าไปสร้างใบขอซ่อม ระบุอาการว่ามีอะไรเสียหาย ในกรณีผมก็รายงานไปตามตรงว่ามีความเสียหายทางกายภาพ ระบุว่า Touch cover มันปริแตกตรงรอยต่อ จากนั้นก็ยืนยัน แล้วจะมีอีเมล์มาหาเรา จริงๆ จะโทรก็ได้ แต่เวลาที่ผมขอเคลมมัน 22.30 น. โทรไปคงไม่มีใครรับแน่ = =''

วันรุ่งขึ้น มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อรับชิ้นส่วนที่เสีย ก็ใส่กล่องเดิมและบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้พร้อม อำลาของที่เสียให้พร้อม เจ้าหน้าที่มารับถึงบ้าน แล้วก็รอสักวันสองวันติดต่อกลับ

เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่าให้จัดส่งที่ไหน นัดแนะเสร็จเรียบร้อย เช้านี้โทรมาอีกที ไม่ถึงสิบนาที ของก็มาอยู่ในมือ สอบถามได้ความว่าไม่มีการซ่อม มีแต่การเปลี่ยนใหม่อย่างเดียวเท่านั้น

ของทดแทน ใส่ห่อและกล่องกันกระแทกอย่างดี


งดงาม
ระยะเวลาทั้งหมด ผมส่งคำขอไปวันพุธ รับของไปวันพฤหัสบดี ได้ของคืนวันจันทร์ คือ เร็วมากๆ อารมณ์ประมาณ ถ้าขอเคลมวันจันทร์ ศุกร์คงได้ สำคัญคือไม่ต้องไปปะทะคารมกับร้านค้าที่มักจะตุกติกและดำเนินการช้าอย่างไม่น่าให้อภัย ส่งถึงบ้านและไม่ต้องคิดอะไรมากเลย เผลอๆ นี่อาจจะดีกว่า Apple ด้วยซ้ำตรงที่ถ้าเป็น Apple ผมอาจจะต้องเดินเข้าหาศูนย์บริการเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด

แต่มีปัญหาสองอย่างที่ผมคงต้องฝากไปถึงไมโครซอฟท์ให้พิจารณาสักหน่อย

หนึ่ง... ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงระบบเว็บที่ซับซ้อน จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามี drop point เช่นตรง CRC Tower? คือ ให้เจ้าหน้าที่ช่วยสร้างใบส่งซ่อม แล้วรับไว้ อะไรทำนองนี้ (แต่อย่างว่า เดี๋ยวก็มีเหตุการณ์ปะทะคารมกันอีกน่ะ)

สอง... ตอนใช้ภาษาไทย ผมเลือกวิธีการส่งกลับและรับคืนไม่ได้ คือเข้าใจว่าเป้นขั้นตอนปกติ แต่มันเกิดปัญหากับภาษาไทย ผมต้องเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษถึงดำเนินการต่อได้ ขอให้แก้ไขในจุดนี้ด้วย

ทำได้แค่นี้ก็เทพมากแล้วครับ กราบศาสดา Bill Gates และ Steve Ballmer ครับ ที่คิดวิธีนี้มา แก้ปัญหาชีวิตไปได้แยะ เรียกว่าเคลม Surface และอุปกรณ์ ง่ายกว่าที่คิดจริงๆ นึกว่าต้องถ่อสังขารหอบร่างฝ่าวิกฤตชาติไป IT City

Saturday, January 11, 2014

ปัญหาโลกแตกของคนมีอุปกรณ์เยอะ เพราะอะไร?

พักนี้ถูกถามเยอะ และล่าสุดก็ถูกล้วงควักเอาออกมาจากกระเป๋าจนได้รับฉายาว่า "เจ้าพ่อแกดเจ็ต" ไปหมาดๆ ว่าทำไมต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะปานนี้?

ผมก็มานั่งคิด อืม... จะตอบว่าเป็นปม? ไม่ใช่แน่ แต่มันมาจากสาเหตุที่ซับซ้อนกันสามสี่เรื่อง

หนึ่ง... สมัยที่ผมใช้มือถือ Siemens A35 (ดึกดำบรรพ์แค่ไหน คิดดู ริงโทนคือเพลง Amazing Grace) มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มือถือแบตหมดกลางคันตอนเรียนที่สยาม วันนั้นกินขนมเพลิน เลยมีเงินติดตัวเพียง 20 บาท (อนาถ) เลยต้องเดินไปหาโทรศัพท์หยอดเหรีญแล้วโทรหาแม่ให้มารับ สารภาพว่านับตั้งแต่วันนั้น ไอเดียของการพกมือถือหนึ่งเครื่อง หายไปเลย

สอง... ผมไม่ต้องการผูกตัวเองติดกับค่ายไหนจนมากเกินไป ผมนึกถึงวันที่บริษัทพวกนี้มันล่มสลายลง คำถามแรกคือ แล้วข้อมูลตรูล่ะ? แล้วถ้าชินชากับการใช้แบบหนึ่งแล้ววันหนึ่งเกิดมันไม่ทำต่อล่ะ? ผมนึกเรื่องนี้มานานมากแล้วตั้งแต่เด็ก เช่น ถ้าสมมติว่า Microsoft ล่มสลายลง Office ไม่มีต่อไป แล้วเราจะทำยังไง? อะไรทำนองนี้

สาม... ผมพบว่าในแต่ละสถานการณ์ผมใช้อุปกรณ์แต่ละชิ้นแตกต่างกันไปหมด เช่น เวลาสถานการณ์พิมพ์งานจริงจัง ผมต้องใช้โน๊ตบุ๊ค เวลาอยากเข้าอะไรเร็วๆ ไป Chromebook เวลาอยากเล่นเกมใช้ Desktop เวลาอ่านหนังสือใช้ Tablet Z ฯลฯ คือ... มันไม่มีอุปกรณ์อันเดียวที่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ไม่มีอุปกรณ์ที่ยืดหน้าจอให้มันใหญ่ได้ มันไม่มี

ทั้งหมดเป็นสามเรื่องหลัก เรื่องอยากเล่นโน้นนี้อยู่ในหัวน้อยมากๆ ชิ้นเดียวที่เข้าข่ายคือ Geeksphone Keon Firefox OS เท่านั้นจริงๆ นอกนั้น... มันไม่ใช่อ่ะ

คือเมื่อคิดถึงที่สุดแล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะถือให้น้อยชิ้นที่สุด แต่ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด? Phablet ผมก็มองว่าไม่ใช่ทางออก เพราะเวลาอ่านเอกสารนับร้อยหน้า Phablet ไม่มีทางที่จะตอบโจทย์ได้ ปวดตามากๆ

หรือในที่สุด เราจะอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆ?

ยินดีต้อนรับ | Welcome

โลกของคนเราเวลาเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่ก็ไม่ยากเท่ากับการตัดสินใจลองเดินจากชีวิตคนหนึ่ง ไปสู่อีกชีวิตคนหนึ่ง

ทุกคนมี theoria หรือ 'แว่น' ของการมองและการประเมินค่าที่แตกต่างกันเสมอ เราต่างมีแว่นที่แตกต่างกัน และเราพร้อมที่จะแตกต่างภายใต้แว่นเหล่านั้น

แว่นที่บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่มีกรอบ ก็กลับมีกรอบ บางครั้งกรอบแคบๆ เพียงไม่กี่เซนติเมตร ก็บอกถึงความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

ยินดีต้อนรับท่านสู่แว่นอีกอันบนโลกใบนี้