Tuesday, January 21, 2014

เขียนถึงการเคลม Surface

คนที่ติดตาม Microsoft Surface มาตลอด ก็คงทราบดีว่าหนึ่งในปัญหาของ Surface ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรคือเรื่องที่ Touch Cover ปริตรงจุดเชื่อมต่อ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหาที่ "กาว" และการใช้แบบพับไปด้านหลังบ่อยๆ ทำให้มันหลุดออกมา ตอนแรกก็นึกว่าจะไม่เจอปัญหานี้ ที่ไหนได้ พอย่างเข้าปีใหม่ และนับๆ แล้วก็หกเดือนหลังจากซื้อ Touch Cover ผมก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน!

จนได้สินะ...
เฮ้อ....

แต่เอาล่ะ สาวกไมโครซอฟท์ (มีด้วยรึ?) อย่างเราๆ ต้องศรัทธาครับว่าปัญหาเล็กน้อยแค่นี้ต้องแก้ไขได้ ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าหมดประกัน ผมคงเอากาวตราช้างมาทา ดันส่วนที่ปริกลับเข้าไป สิ้นเรื่อง แต่เนื่องจาก Touch cover ผมซื้อแยก (ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ภาษาบนแป้น แต่อยู่ที่สี ที่แถมมีแต่สีดำ หงุดหงิดมาก) ก็เลยจัดการเข้าเคลมประกันครับ

ปกติเวลาสินค้ามีปัญหาก็ต้องไปจัดการที่ซื้อ แต่กับ Surface แล้วเป็นหนังคนละเรื่อง สิ่งแรกที่ควรทำ (และจริงๆ ควรทำตั้งแต่ซื้อเครื่อง) คือเข้าไปลงทะเบียนใน surface.com โดยใช้ Microsoft Account (พูดง่ายๆ คือ Hotmail ของท่านที่ใช้กับ Surface) กรอกที่อยู่และรหัสประจำเครื่อง จากนั้นก็เสร็จสิ้น แล้วเข้าไปสร้างใบขอซ่อม ระบุอาการว่ามีอะไรเสียหาย ในกรณีผมก็รายงานไปตามตรงว่ามีความเสียหายทางกายภาพ ระบุว่า Touch cover มันปริแตกตรงรอยต่อ จากนั้นก็ยืนยัน แล้วจะมีอีเมล์มาหาเรา จริงๆ จะโทรก็ได้ แต่เวลาที่ผมขอเคลมมัน 22.30 น. โทรไปคงไม่มีใครรับแน่ = =''

วันรุ่งขึ้น มีเจ้าหน้าที่ติดต่อมาเพื่อรับชิ้นส่วนที่เสีย ก็ใส่กล่องเดิมและบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้พร้อม อำลาของที่เสียให้พร้อม เจ้าหน้าที่มารับถึงบ้าน แล้วก็รอสักวันสองวันติดต่อกลับ

เมื่อวานมีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่าให้จัดส่งที่ไหน นัดแนะเสร็จเรียบร้อย เช้านี้โทรมาอีกที ไม่ถึงสิบนาที ของก็มาอยู่ในมือ สอบถามได้ความว่าไม่มีการซ่อม มีแต่การเปลี่ยนใหม่อย่างเดียวเท่านั้น

ของทดแทน ใส่ห่อและกล่องกันกระแทกอย่างดี


งดงาม
ระยะเวลาทั้งหมด ผมส่งคำขอไปวันพุธ รับของไปวันพฤหัสบดี ได้ของคืนวันจันทร์ คือ เร็วมากๆ อารมณ์ประมาณ ถ้าขอเคลมวันจันทร์ ศุกร์คงได้ สำคัญคือไม่ต้องไปปะทะคารมกับร้านค้าที่มักจะตุกติกและดำเนินการช้าอย่างไม่น่าให้อภัย ส่งถึงบ้านและไม่ต้องคิดอะไรมากเลย เผลอๆ นี่อาจจะดีกว่า Apple ด้วยซ้ำตรงที่ถ้าเป็น Apple ผมอาจจะต้องเดินเข้าหาศูนย์บริการเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนด

แต่มีปัญหาสองอย่างที่ผมคงต้องฝากไปถึงไมโครซอฟท์ให้พิจารณาสักหน่อย

หนึ่ง... ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงระบบเว็บที่ซับซ้อน จะดีกว่าหรือไม่ถ้ามี drop point เช่นตรง CRC Tower? คือ ให้เจ้าหน้าที่ช่วยสร้างใบส่งซ่อม แล้วรับไว้ อะไรทำนองนี้ (แต่อย่างว่า เดี๋ยวก็มีเหตุการณ์ปะทะคารมกันอีกน่ะ)

สอง... ตอนใช้ภาษาไทย ผมเลือกวิธีการส่งกลับและรับคืนไม่ได้ คือเข้าใจว่าเป้นขั้นตอนปกติ แต่มันเกิดปัญหากับภาษาไทย ผมต้องเปลี่ยนไปใช้ภาษาอังกฤษถึงดำเนินการต่อได้ ขอให้แก้ไขในจุดนี้ด้วย

ทำได้แค่นี้ก็เทพมากแล้วครับ กราบศาสดา Bill Gates และ Steve Ballmer ครับ ที่คิดวิธีนี้มา แก้ปัญหาชีวิตไปได้แยะ เรียกว่าเคลม Surface และอุปกรณ์ ง่ายกว่าที่คิดจริงๆ นึกว่าต้องถ่อสังขารหอบร่างฝ่าวิกฤตชาติไป IT City

Saturday, January 11, 2014

ปัญหาโลกแตกของคนมีอุปกรณ์เยอะ เพราะอะไร?

พักนี้ถูกถามเยอะ และล่าสุดก็ถูกล้วงควักเอาออกมาจากกระเป๋าจนได้รับฉายาว่า "เจ้าพ่อแกดเจ็ต" ไปหมาดๆ ว่าทำไมต้องมีอุปกรณ์เยอะแยะปานนี้?

ผมก็มานั่งคิด อืม... จะตอบว่าเป็นปม? ไม่ใช่แน่ แต่มันมาจากสาเหตุที่ซับซ้อนกันสามสี่เรื่อง

หนึ่ง... สมัยที่ผมใช้มือถือ Siemens A35 (ดึกดำบรรพ์แค่ไหน คิดดู ริงโทนคือเพลง Amazing Grace) มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มือถือแบตหมดกลางคันตอนเรียนที่สยาม วันนั้นกินขนมเพลิน เลยมีเงินติดตัวเพียง 20 บาท (อนาถ) เลยต้องเดินไปหาโทรศัพท์หยอดเหรีญแล้วโทรหาแม่ให้มารับ สารภาพว่านับตั้งแต่วันนั้น ไอเดียของการพกมือถือหนึ่งเครื่อง หายไปเลย

สอง... ผมไม่ต้องการผูกตัวเองติดกับค่ายไหนจนมากเกินไป ผมนึกถึงวันที่บริษัทพวกนี้มันล่มสลายลง คำถามแรกคือ แล้วข้อมูลตรูล่ะ? แล้วถ้าชินชากับการใช้แบบหนึ่งแล้ววันหนึ่งเกิดมันไม่ทำต่อล่ะ? ผมนึกเรื่องนี้มานานมากแล้วตั้งแต่เด็ก เช่น ถ้าสมมติว่า Microsoft ล่มสลายลง Office ไม่มีต่อไป แล้วเราจะทำยังไง? อะไรทำนองนี้

สาม... ผมพบว่าในแต่ละสถานการณ์ผมใช้อุปกรณ์แต่ละชิ้นแตกต่างกันไปหมด เช่น เวลาสถานการณ์พิมพ์งานจริงจัง ผมต้องใช้โน๊ตบุ๊ค เวลาอยากเข้าอะไรเร็วๆ ไป Chromebook เวลาอยากเล่นเกมใช้ Desktop เวลาอ่านหนังสือใช้ Tablet Z ฯลฯ คือ... มันไม่มีอุปกรณ์อันเดียวที่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ ไม่มีอุปกรณ์ที่ยืดหน้าจอให้มันใหญ่ได้ มันไม่มี

ทั้งหมดเป็นสามเรื่องหลัก เรื่องอยากเล่นโน้นนี้อยู่ในหัวน้อยมากๆ ชิ้นเดียวที่เข้าข่ายคือ Geeksphone Keon Firefox OS เท่านั้นจริงๆ นอกนั้น... มันไม่ใช่อ่ะ

คือเมื่อคิดถึงที่สุดแล้ว จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะถือให้น้อยชิ้นที่สุด แต่ตอบโจทย์ทุกสถานการณ์ให้ได้มากที่สุด? Phablet ผมก็มองว่าไม่ใช่ทางออก เพราะเวลาอ่านเอกสารนับร้อยหน้า Phablet ไม่มีทางที่จะตอบโจทย์ได้ ปวดตามากๆ

หรือในที่สุด เราจะอยู่กันแบบนี้ไปเรื่อยๆ?

ยินดีต้อนรับ | Welcome

โลกของคนเราเวลาเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง มันเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่ก็ไม่ยากเท่ากับการตัดสินใจลองเดินจากชีวิตคนหนึ่ง ไปสู่อีกชีวิตคนหนึ่ง

ทุกคนมี theoria หรือ 'แว่น' ของการมองและการประเมินค่าที่แตกต่างกันเสมอ เราต่างมีแว่นที่แตกต่างกัน และเราพร้อมที่จะแตกต่างภายใต้แว่นเหล่านั้น

แว่นที่บางครั้งดูเหมือนว่าจะไม่มีกรอบ ก็กลับมีกรอบ บางครั้งกรอบแคบๆ เพียงไม่กี่เซนติเมตร ก็บอกถึงความแตกต่างได้อย่างมหาศาล

ยินดีต้อนรับท่านสู่แว่นอีกอันบนโลกใบนี้