Exodus และอะไรๆ หลายๆ อย่าง

ตั้งแต่แรกเริ่มเห็น Trailer ผมเองก็อยากดูแล้วสำหรับหนังเรื่อง Exodus ที่เอาคัมภีร์ไบเบิลในส่วนที่ชื่อเดียวกับ เอามาทำเป็นหนัง (เข้าใจว่าในส่วน Old Testament)

คนอื่นๆ อาจจะดู production แต่ผมชอบตรงเนื้อเรื่อง กล่าวคือ มันรักษาเนื้อเรื่องส่วนใหญ่ค่อนข้างตรงกับที่มีเขียนในคัมภีร์นั่นแหละ โอเคที่ว่า plot อาจจะมีการบิดไปเพื่อให้เหมาะสมกับความเป็นหนัง แต่ทั้งหมดทั้งปวง ถือว่าทำมาได้ดีมากๆ

จุดที่ผมชอบที่สุดมีอยู่สองจุด จุดแรกคือเรื่องการแสดงตัวตนของ God (ของโมเสส) ซึ่งมันตอกย้ำวิธีคิดแบบ causa sui หรือทุกอย่างที่จบในตัวมันเอง ไม่มีใครเป็นอื่น สำหรับผมหลายคนอาจจะนึกอะไรไม่ออก แต่ถ้าเห็นฉากนี้ก็จะพอเข้าใจได้ เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงแนวคิดในหนังสือ “ความรัก ความรู้ ความตาย” ขึ้นมาทันที

อีกจุดที่ชอบคือเรื่องของการเมืองภายในของราชสำนักอียิปต์ มันชวนให้นึกถึงช่วงประวัติศาสตร์อย่างสามก๊ก ที่สมัยนั้นเกิดเรื่องวุ่นวายภายในขึ้น เพราะด้วยความที่ว่า คนนี้เป็นลูกคนนั้น คนนั้นเป็นลูกคนนี้ สถานการณ์สมัยสามก๊กหวนกลับคืนมาทันทีที่ได้ชมฉากนี้

แม้สองจุดนั้นจะเป็นจุดที่ชอบ แต่จุดที่ชวนผมนึกถึงเรื่องสำคัญๆ มีอยู่สองเรื่อง

  1. การใช้ม้าในหนัง และการเกิดขึ้นของบัญญัติ 10 ประการ ส่วนตัวแล้วถือว่าสิ่งนี้ตอกย้ำความเป็นศาสนาของพวกชนเผ่าอารยันที่อยู่บนหลังม้า ซึ่งในประเด็นนี้ถ้าผมจะวาดภาพให้ชัด มันคือการต่อสู้ระหว่างศาสนาที่พระผู้เป็นเจ้าของอียิปต์ที่มีความเฉพาะถิ่นกับเฉพาะบุคคล ซึ่งผูกพันกับพิธีกรรม (เทียบง่ายๆ เหมือนไหว้บรรพบุรุษปัจจุบัน) และศาสนาที่ตัวคัมภีร์เป็นอักษรและเคลื่อนย้ายได้ ผลก็คือไม่มีความเฉพาะเจาะจงที่ยึดโยงกับเรื่องภูตผีปีศาจในท้องถิ่นอีกต่อไป ด้วยความที่เป็นตัวอักษร (characters) ทำให้สถานะของคัมภีร์ย่อมไปไหนมาไหนก็ได้ ติดตัวไปได้ตลอด ไม่มีความเฉพาะที่เฉพาะถิ่น ซึ่งถ้าพิจารณากันอย่างจริงจัง แนวคิดนี้ปรากฎตัวอยู่ในหนังแทบจะตลอดทั้งเรื่อง
  2. โมเสสขึ้น-ลงจากเขา และงวดสุดท้ายลงมาพร้อมบัญญัติ 10 ประการ ในส่วนที่สองนี้ แม้ในหนังจะไม่ชัดเจนมากนัก แต่ถ้าเคยอ่านงาน Thus Spoke Zarathustra หรือการเปรียบเทียบเรื่องของ “ถ้ำ” ของเพลโตแล้ว จะเห็นภาพนี้อย่างชัดเจน ซึ่งในหนังก็เห็นประเด็นนี้ประปราย (อย่างเช่น ทำไมต้องเชื่อ ทำไมต้องทำ) คือถ้าเทียบโมเสสเป็นเหมือนคนลงไปในถ้ำของเพลโต อาจจะพอเข้าใจได้ง่ายขึ้นเยอะ (มีงานของอาจารย์ไชยันต์เขียนเอาไว้ในเรื่องนี้)

สิ่งที่ผมอาจจะมีคำแนะนำให้กับคนทั่วไปเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มีสองเรื่อง

  1. ถ้าคุณเป็นคนที่ศึกษาเรื่องศาสนาเปรียบเทียบ ประวัติศาสตร์ศาสนา ปรัชญา หนังเรื่องนี้สนุกเมื่อคุณทำการบ้านมา หรือถ้ายังไม่ค่อยเห็นภาพ หนังเรื่องนี้พอจะช่วยเป็น “ตัวเร่ง” ความเข้าใจในเรื่องนี้ หรือในคัมภีร์ส่วนนี้ให้ดีขึ้นได้
  2. ถ้าคุณเป็นคนทั่วไป ไม่สนใจอะไรประมาณนี้ หนังเรื่องนี้อาจมีดีที่ production อลังการงานสร้าง แต่เนื้อหาอาจจะชวนง่วงนอนไปสักนิด

ป.ล. ควรอ่าน “ความไม่หลากหลายของความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ประกอบไปด้วย จะดีมากๆ ครับ ว่าแต่จะมีใครสนใจจัดการพูดคุย (talk) เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ไหมครับ?

Photo by Wendy van Zyl from Pexels

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *