“ราคา” ของความ “ภักดี” (The Price of Loyalty)

หมายเหตุ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

สมัยก่อน เวลายังเด็กๆ ที่บ้านมักจะสอนอยู่สองเรื่อง คือเรื่องของการดูและบริหารจัดการคน กับเรื่องของความภักดี (loyal) ซึ่งในมิติหลัง ก็ประกอบด้วยสองส่วน คือเรื่องของที่เราจะต้อง “ภักดี” กับใครสักคน และการทำให้ใคร “ภักดี” กับเรา

ในมิติแรก ที่บ้านก็สอนอยู่เสมอว่า ไม่ให้ลืมพระคุณและบุญคุณของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือกับเราในยามลำบาก ไม่ว่าจะเรื่องเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ตาม ส่วนในมิติหลังคือเรื่องของการช่วยเหลือและเป็นผู้ให้การสนับสนุนคนใดคนหนึ่ง

สมัยเด็ก เราเองก็ไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญนัก แต่พอโตมาสักหน่อยแล้วมีโอกาสดูภาพยนตร์ซีรีส์สามก๊ก (ยุค 1995 สมัยที่ ถัง กั๋วเฉียง รับบทเป็นขงเบ้ง และไทยนำเข้าเป็นวิดีโอตลัป VHS โดย Media of Media แล้วมีเป็นตู้ ชุดละ 3 หมื่นกว่าบาทสมัยนั้น) ถึงเก็ตว่าทำไมความจงรักภักดีนั้นสำคัญยิ่งนัก

ในการสู้รบกับศัตรู ความจงรักภักดีคือสิ่งที่มีคุณค่า เพราะมันทำให้มั่นใจได้ว่า เวลาสู้รบอยู่จะไม่มีการ “จากลา” กลางคัน เพื่อไปอยู่กับฝ่ายศัตรู แม่ทัพหลายคนในเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น อ้วนเสี้ยว หรือ ม้าจิ้น ต่างสูญเสียขุนศึกไป เพราะการรักษาคนไม่เป็นทั้งนั้น ซึ่งจบลงที่ความพ่ายแพ้ของฝ่ายตนนั่นแหละ (มีหลายปัจจัยนะ แต่ก็นั่นแหละ)

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ขุนศึกจากลา (ไม่นับกรณีม้าเฉียวนะครับ) นอกจากความไม่มีวิสัยทัศน์ของหัวหน้าองค์กร การมองกลศึกสงครามที่ต่างกัน อีกเรื่องก็น่าจะเป็นการเลี้ยงคนไม่ดีพอ

ซึ่งอย่างหลังนั้น เป็น “ราคา” ที่สำคัญมากๆ ของความ “ภักดี”

ในกรณีอย่าง “กวนอู” ที่ตกที่นั่งลำบาก ต้องเข้ากับโจโฉเป็นการชั่วคราว ก็ไม่ลืมคุณค่าของการเป็นคนภักดีและเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่ แต่เวลาเดียวกันก็ไม่ทำร้ายโจโฉเช่นกัน พอกลับมาได้ ขงเบ้งรู้เรื่องนี้ดี เลยให้ไปล้างบุญคุณกันในตอนศึกผาแดง ที่ทำให้กวนอูต้องปล่อยโจโฉไปได้ง่ายๆ ถือว่าล้างบุญคุณกัน

การสร้างความภักดีต่อใครสักคน จึงเป็นเรื่องของการเลี้ยงดูและพยายามทำให้เขาอยู่กับเราได้นานที่สุด ขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องที่ผู้เป็นนายต้องเข้าใจถึงสถานการณ์ของลูกน้องด้วยในเวลาเดียวกัน

นี่คือสิ่งที่บ้านผมสอนอ้อมๆ ว่า เป็น “ราคาที่ต้องจ่าย” แต่ผมไม่เคยรับรู้ และต้องมารู้ถึงบางอ้อเอาก็ในสามก๊กนี่แหละ

ตัดมาที่บ้าน ราคาของความภักดีนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่ทั้งในรูปของตัวเงิน และในรูปของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงิน ในรูปของตัวเงินก็เช่น เรื่องของการส่งเสียลูกหลานของคนงานจนกระทั่งเรียนจบปริญญาตรี หรือ การให้ที่อยู่อาศัยในการพัก ซึ่งพอสถานการณ์ที่บ้านเปลี่ยน คนงานก็ค่อยๆ ลาหายไปทีละคนสองคน ส่วนมากก็เกษียณหลังจากทำงานให้กับที่บ้านมาตลอดชีวิต

ในรูปแบบของสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เช่น การไปงานศพ การมีน้ำใจหยิบยื่นของกินให้ในโอกาสพิเศษ เลี้ยงข้าว ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ ต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนาน และบางครั้งก็ไปไกลกว่าสถานะของการเป็นเจ้านายและลูกน้อง ในหลายครั้งก็ต้องช่วยเข้าไปแก้ไขปัญหาของครอบครัวหรือที่บ้านด้วย (ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เลยแม้แต่น้อย)

แต่นั่นคือ “ราคา” ของความ “ภักดี” ที่ต้องจ่ายมา

ในวันที่ลูกน้องแต่ละคนจากไป ถ้าจากไปเพราะความจำเป็นด้วยการลาออก ที่บ้านแม้อาจจะขุ่นเคืองใจ แต่ก็ไม่เคยที่จะถือโทษโกรธ เพราะคิดว่าแต่ละคนมีความจำเป็นที่แตกต่างกัน ยิ่งกับบางคนในบางสถานการณ์ที่มี “ผู้มีพระคุณ” เรียกร้องมากกว่าหนึ่ง และจำเป็นที่จะต้องไป เรายิ่งเข้าใจมากขึ้น แม้เราจะเสียหายแค่ไหนก็ตาม

ตรงกันข้าม หากจากไปด้วยเหตุการณ์เช่น การขโมยของ โกหก การประพฤติตัวที่ทำให้คนอื่นเสียหาย อันนี้ที่บ้านก็คงไม่ติดต่อกลับไป แล้วก็คงไม่คุยกันอีก (ถ้าพูดภาษาแบบคนออกศึกนักรบ ก็คงเป็น “เลี้ยงเสียข้าวสุก” นั่นแหละ)

ทั้งหมดที่เล่าไป นั่นคืออดีตอันรุ่งโรจน์ทั้งสิ้น เพราะในสภาพปัจจุบันเอง ที่บ้านไม่มีเรี่ยวแรงจะทำเช่นนั้นได้อีก เป็นแบบนี้มาทศวรรษได้แล้ว และสำหรับคนรุ่นลูกหลาน (อย่างเช่นคนเขียน) เอง จะไปทำแบบนี้ก็คงไม่มีทางทำได้อีก คือถ้าพูดกันแบบติดตลกหน่อยคือ ดูแลตัวเองยังจะไม่รอดเลยกับสภาวะเศรษฐกิจขึ้นๆ ลงๆ แบบนี้

แต่ถามว่าคนรุ่นลูกหลานที่เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้อะไรกลับมา ก็คงเป็นเรื่องของการมองและพิจารณาว่า เราควรทำงานให้กับใคร ถ้าจำเป็นต้องเลือก จะต้องภักดีกับใคร และที่สำคัญคือ ถ้ามีลูกน้องแล้ว จะต้องทำอย่างไรให้เขาอยู่กับองค์กรและทำงานกับเราไปนานๆ

และถ้าเราเป็นผู้บริหาร (เจ้านาย) เราก็จะต้องเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยเช่นกัน ว่าง่ายๆ คือมี Empathy ให้กับสถานการณ์ของลูกน้อง และช่วยสนับสนุนเต็มที่ เพราะเราไม่รู้ว่าโอกาสหรือเส้นทางในอนาคตเราจะต้องมาทับซ้อนกันอีกหรือไม่

นั่นคือหัวใจของ People/Human Management ที่ไปไกลกว่าความสัมพันธ์แบบมืออาชีพ (Professional Relationship) ซึ่งหลายคนอาจจะมองข้ามไป…

…และเลือกที่จะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ อย่างน่าเสียดาย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *