Fake vs. Real Empathy ต้องแยกให้ออก

สิ่งที่ผมมักเจอในช่วงระยะ ถ้าเรียกในภาษาวิชาการแบบหล่อสักหน่อยก็คงเป็น “Empathic Turn” หรือ “การหันมาเข้าอกเข้าใจ” ของโลกธุรกิจหรือการตลาด ซึ่งสำหรับนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์ นี่อาจเป็นสิ่งที่เราต้องทำกันเป็นประจำอยู่ปกติ เพราะในสายงานนี้ “ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ” อีกฝั่งหนึ่ง เป็นกุญแจที่จะทำให้เราเข้าใจบริบทที่แตกต่างกัน

ว่ากันตามตรง “Empathy” หรือความเห็นอกเห็นใจ เป็นอีกระดับหนึ่งที่เกินไปกว่า “Understanding” หรือความเข้าใจ มันคือการพยายามสมมติให้ตัวเองไปตกอยู่ในสถานการณ์คล้ายๆ กันแบบนั้น ซึ่งต้องอาศัยการเปิดใจอย่างมาก และการนึกถึงสถานการณ์ของผู้อื่นออก เพื่อที่เราจะไม่ด่วนตัดสินใจทำอะไรไปให้เขาช้ำน้ำใจ

กล่าวอีกแบบคือ เข้าใจเขา เห็นใจเขา เพื่อ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น”

ในมิติวิชาการ สิ่งเหล่านี้ยังถูกถกเถียงว่าเป็นจริงได้หรือไม่ เพราะพื้นฐานทางสังคมของคนๆ หนึ่ง ย่อมมีความแตกต่างจากอีกคนหนึ่งอย่างมาก ไม่มีทางที่ใครจะเข้าใจได้หมด (จิตใจมนุษย์ยากแท้ หยั่งถึง) และการ “จินตนาการ” สถานการณ์แบบนั้น ก็ต้องตัด “เหตุผล” (reason/rationale) ออกไป ย่อมทำให้การตัดสินใจอาจจะเป็นไปไม่ได้

กล่าวให้ถึงที่สุด ถ้ามัวแต่เห็นใจทุกฝ่าย ก็อาจจะทำให้หลายอย่างไม่เกิดขึ้นนั่นเอง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นที่จะกล่าวถึงในจุดนี้ สิ่งที่กำลังจะกล่าวคือประเด็นระหว่าง Fake Empathy กับ Real Empathy

Fake vs. Real Empathy

ผมนิยามคำนี้มาสองตัว เพราะสองอย่างนี้มีความแตกต่างกันแบบเส้นบางๆ แต่ผลลัพธ์นั้นแตกต่างกันอย่างสุดขั้น

ด้านหนึ่ง Fake Empathy คือการแสดงความเห็นอกเห็นใจ แต่ความเห็นอกเห็นใจเหล่านั้นเป็นเพียงการแสดง (performance) หรือเป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น เพื่อให้ใครสักคนทำในสิ่งที่ตนเองต้องการ หรือเข้าใจอีกฝั่งเพื่อเป้าหมายของตนเองเท่านั้น

ถ้าในภาษาไทย “มือถือสาก ปากถือศีล” หรือ “หน้าไหว้ หลังหลอก” น่าจะเป็นสำนวนที่มีความตรงที่สุดของ Fake Empathy

สิ่งนี้ตรงกันข้ามกับ Real Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง ความเห็นอกเห็นใจที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง คือการพิจารณาด้วยเหตุผล และพยายามเข้าใจอีกฝ่ายอย่างมีข้อจำกัดที่เกิดขึ้น

หลายคนอาจจะแยกสองอย่างนี้ไม่ออก แต่ผมคิดว่ามันมีสองแบบที่จะแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ง่ายๆ

อย่างแรก ความแตกต่างอย่างหนึ่งคือ Fake vs. Real Empathy จะอยู่ที่ว่า อีกฝั่งเรียกร้อง “ความเข้าใจ” จากอีกฝ่ายมากน้อยแค่ไหน อย่างสมมติว่าถ้างานไม่เกิด งานไม่เดิน แล้วเราหาคำตอบไม่ได้ เมื่อไปหาคำตอบจากคนอื่นแล้วได้ทิศทางมา แต่คนที่เราถามตอนแรกกลับมาตำหนิว่าเรา “ไม่เข้าใจ” และ “ไม่เห็นหัว” ขณะที่อีกฝ่ายนิ่งเงียบ (เรื่อง “หน้าตา. ในแง่นี้ก็เป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า ความเห็นอกเห็นในนั้น เป็นของแท้หรือของเทียม

อย่างที่สอง คือให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์ ผมเชื่อว่า Fake Empathy จะอยู่ได้ไม่นานเท่า Real Empathy เนื่องจากแบบแรกนั้นเป็นเพียง “การแสดง” แบบหนึ่งเท่านั้น แม้จะตีบทแตกต่อหน้า แต่ความจริงก็จะปรากฎให้เห็นอยู่ดี ว่าง่ายๆ คือ Fake Empathy นั้นไม่มีฐานของ Integrity นั่นเอง เนื่องจากลับหลังคุณอาจจะไปบอกอะไรใครก็ได้ เพราะไม่ได้เข้าใจจริงๆ

แต่ Real Empathy คือการเข้าใจคนอย่างจริงใจ และไม่พยายามที่จะไปบีบบังคับใคร หรือพยายามไม่ไปทำร้ายใคร รวมถึงเข้าใจว่าการตัดสินใจกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดของเขานั้นเกิดจากเหตุผลอะไร และแม้จะได้รับผลกระทบแต่ก็ไม่ไปพยายามเรียกร้องอะไรมากมาย

ในยุคนี้ที่ทุกคนต่างกล่าวถึงความ Empathy นั้น ก็ต้องแยกกันให้ออกระหว่าง Empathy แบบ Fake ที่มาแค่ลมปาก หรือ Real Empathy ที่เป็นการเห็นอกเห็นใจจริงที่แท้จริง

เพราะถ้าแยกกันไม่ออก อาจจะได้ความเจ็บใจหรือซวยกลับไปแทน หนักหน่อยก็เหมือนกับอ้วนเสี้ยวที่พ่ายแพ้ไปในที่สุด เพราะแยกไม่ออกระหว่างคนประสบสอพลอกับคนที่มีความจริงใจ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *